|
การจัดรูปองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปหนึ่งที่ใช้อยู่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข
และวิวัฒนาการมาตามลำดับ โดยจัดให้มีสภาจังหวัดขึ้นครั้งแรกใน ปี พ.ศ.2476
ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบ
เทศบาลพ.ศ.2476 ฐานะของสภาจังหวัดขณะนั้นมีลักษณะเป็นองค์กรตัวแทนของประชาชนทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือ
แนะนำแก่คณะกรรมการจังหวัดยังมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาคหรือเป็นหน่วย
การปกครองท้องถิ่นตามกฎหมาย
ต่อมาในปี พ.ศ.2481ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัดพ.ศ.2481ขึ้นโดยมีความประสงค์ที่จะแยก
กฎหมายที่เกี่ยวกับ สภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะสำหรับสาระสำคัญของพระราชบัญญัติสภาจังหวัดนั้นยังมิได้มีการ
เปลี่ยนแปลงฐานะและบทบาทของสภาจังหวัดไปจากเดิมกล่าวคือสภาจังหวัดยังคงทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของ
คณะกรรมการจังหวัดเท่านั้นจนกระทั่งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2495
ซึ่งกำหนดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบบริหารราชการในส่วน
จังหวัดของกระทรวงทบวงกรมต่างๆโดยตรงแทนคณะกรรมการจังหวัดเดิมโดยผลแห่งพระราชบัญญัติฯนี้ทำให้
สภาจังหวัดมีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เนื่องจาก
บทบาท และการดำเนินงานของสภาจังหวัด
ในฐานะที่ปรึกษา ซึ่งคอยให้คำแนะนำและควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจังหวัด
ไม่สู้จะได้ผลสมความมุ่งหมายเท่าใด
นัก จึงทำให้เกิดแนวความคิดที่จะปรับปรุงบทบาทของสภาจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ
โดยให้ประชาชนได้เข้ามา
มีส่วน
ในการปกครองตนเองยิ่งขึ้น พ.ศ.2498 อันมีผลให้เกิด องค์การบริหารส่วนจังหวัด
ขึ้น ตามกฎหมาย มีฐานะ
เป็นนิติบุคคลแยกจากจังหวัด ในฐานะที่เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค
ต่อมาประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่
29 กันยายน 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ได้กำหนดให้องค์การบริหารส่วน
จังหวัด มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่งเมื่อสภาจังหวัด
แปรสภาพมาเป็นสภาการปกครอง
ท้องถิ่นจึงมีบทบาทและอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจอำนาจหน้าที่และบทบาท
ของสภาจังหวัดจากอดีตถึงปัจจุบันจึงขอแบ่งระยะวิวัฒนาการของสภาจังหวัดออกเป็น
2 ระยะ คือ
1.)
ในอดีต (พ.ศ.2476 2498)
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2476ที่ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบ
เทศบาล พ.ศ.2476
ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดและรากฐานของพัฒนาการที่ทำให้เกิดมีหน่วยการปกครอง
ท้องถิ่นในรูปขององค์การบริหารส่วน
จังหวัดขึ้น จนถึงปี พ.ศ.2498 นั้นอาจกล่าวโดยสรุปถึงฐานะอำนาจหน้าที่บทบาทของสภาจังหวัดได้ว่ามีลักษณะดังนี้.-
ฐานะสภาจังหวัดในขณะนั้นก็ยังมิได้มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจาก
ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ตามกฎหมายเป็นเพียงองค์การตัวแทนประชาชน
รูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ ให้คำปรึกษาแนะนำ
แก่จังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2476 กำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยราชการ
บริหารส่วนภูมิภาค อำนาจการบริหารงานในจังหวัดอยู่ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการจังหวัด
ซึ่งมีผู้ว่าราชการ
จังหวัดเป็นประธานสภาจังหวัดจึงมีบทบาทเป็นเพียงที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการของจังหวัดแก่คณะกรรมการจังหวัดและ
คณะกรรมการจังหวัดไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเสมอไปจนกระทั่งในปีพ.ศ.2495ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดินกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการ
บริหารราชการในส่วนจังหวัด สภาจังหวัดจึงเปลี่ยนบทบาทจากสภาที่ปรึกษาของกรรมการจังหวัดมาเป็น
สภาที่ปรึกษา
ของผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับอำนาจหน้าที่ของสภาจังหวัดพระราชบัญญัติสภาจังหวัดพ.ศ.2481มาตรา25ได้
กำหนดให้สภาจังหวัดมีหน้าที่ดังต่อไปนี้.-
1. ตรวจและรายงานเรื่องงบประมาณที่ทางจังหวัดตั้งขึ้นและสอบสวนการคลังทางจังหวัดตามระเบียบซึ่งจะได้
มีกฎกระทรวงกำหนดไว้
2. แบ่งสรรเงินทุนอุดหนุนของรัฐบาลระหว่างบรรดาเทศบาลในจังหวัด
3. เสนอข้อแนะนำและให้คำปรึกษาต่อคณะกรรมการจังหวัดในกิจการจังหวัด
ดังต่อไปนี้.-
ก.
การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ข.
การประถมศึกษาและอาชีวศึกษา
ค.
การป้องกันโรค การบำบัดโรค การจัดตั้งและบำรุงสถานพยาบาล
ง.
การจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำ
จ.
การกสิกรรมและการขนส่ง
ฉ.
การเก็บภาษีอากรโดยตรง ซึ่งจะเป็นรายได้ส่วนจังหวัด
ช.
การเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเขตเทศบาล
4. ให้คำปรึกษาในกิจการที่คณะกรรมการจังหวัดร้องขอ
2)
ใน พ.ศ.2498
การจัดตั้งและการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหาร
ราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล
และประกาศของคณะ
ปฏิวัติฉบับที่ 218 ได้กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วย
การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปหนึ่ง ดังนั้นองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดจึงเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและในพระราชบัญญัติฯดังกล่าว
ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดไว้ว่าองค์การฯ อาจดำเนินกิจการส่วนจังหวัดภายในเขตจังหวัด
นอกเขตเทศบาล และเขตสุขาภิบาลเช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
การศึกษา การทำนุ
บำรุงศาสนา และส่งเสริมวัฒนธรรม การสาธารณูปการ การป้องกันโรค
การบำบัดโรค และ การจัดตั้งและบำรุงสถาน
พยาบาลฯลฯเป็นต้นนอกจากนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังอาจทำกิจการซึ่งอยู่นอกเขตในเมื่อกิจการนั้นจำเป็นต้อง
ทำและเป็นการเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมที่ดำเนินตาม อำนาจหน้าที่อยู่ภายในเขตของตน
โดยได้รับความยินยอมจากสภา
เทศบาล คณะกรรมการสุขาภิบาล สภาจังหวัด หรือสภาตำบลที่เกี่ยวข้องนั้น
และได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
มหาดไทยแล้วด้วย
โครงสร้างการบริหารงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่
2 ส่วน คือ
- สภาจังหวัด
ทำหน้าที่เสมือนฝ่ายนิติบัญญัติ
- ฝ่ายบริหาร
มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
|